สวดมนต์เป็นยาทา วิปัสสนาเป็นยากิน ทั้งกินทั้งทา ท่านจะมีความสุขสบาย มีความสุขถึงลูกหลาน ทำอะไรก็สำเร็จเสร็จทันเวลา"
(โอวาทธรรม...หลวงพ่อจรัญ ฐิตมฺโม)
ความสุขเกิดขึ้นได้อย่างไร?
"การสวดมนต์" จะทำให้คนสวดมีความสุข เป็นความสุขทั้งกาย และใจ เมื่อลงมือปฏิบัติแล้วสุขแน่นอน เพราะการสวดมนต์ คือ การสร้างสมาธิ นำไปสู่การมีสติแล้วยกระดับไปสู่ปัญญา พิจารณารู้เท่าทันตัวกิเลส โลภ โกรธ หลง แล้วก็จะไม่ถูกครอบงำ ปลอดความทุกข์ที่เกิดขึ้น เกิดการให้อภัยเป็น เกิดความเมตตากรุณา ทำให้เป็นคนคิดบวก
การสวดมนต์จึงสามารถทำได้ ทุกเพศ ทุกวัย และทุกวันยิ่งดี ส่วนวิธีการที่จะสวดมนต์ให้ได้เกิดผลดีนั้น ถ้าได้ศึกษาให้เขาใจเรื่องราวความเป็นมา ความหมายของบทสวด ก็จะยิ่งสร้างศรัทธาความเชื่อมั่น ส่วนเวลาที่เหมาะสมนั้น ควรใช้เวลาไม่น้อยกว่าครึ่งชั่วโมง และถ้าหากว่ามีการนั่งสมาธิหลังจากสวดมนต์จบแล้วได้ ก็จะยิ่งเพิ่มความสงบแห่งจิตใจ
สรุปแล้วการสวดมนต์นั้นทำให้คนสวดสุขทั้งกาย สุขทั้งใจอย่างแน่นอน พระท่านเรียกว่าเป็น "อานิสงส์" ก็คือ ประโยชน์ที่เกิดขึ้นนั้นเอง
วิธีปฏิบัติสมาธิเบื้องต้น
ให้นั่งขัดสมาธิ คือ ขาขวาทับขาซ้าย มือขวาทับมือซ้าย หงายฝ่ามือทั้งสองขึ้น นั่งตัวตรง หลับตา เอาสติมาจับอยู่ที่สะดือ ที่ท้องพองยุบ เวลาที่หายใจเข้าท้องพอง ให้กำหนดว่า "พองหนอ" ใจนึกกับท้องที่พอง ต้องให้ทันกัน อย่าให้ก่อน หรือ หลังกัน เมื่อหายใจออกท้องยุบ ให้กำหนดว่า "ยุบหนอ" ใจนึกกับท้องที่ยุบลง ต้องทันกัน อย่าให้ก่อน หรือหลังกัน
ข้อสำคัญนั้น พยายามให้สติจับอยู่ที่พอง ยุบ เท่านั้น อย่าดูลมที่จมูก หรือตะเบ็งท้อง ให้ความมีรู้สึกที่เป็นจริงว่า ท้องพองไปข้างหน้า ท้องยุบมาข้างหลัง อย่าให้เห็นเป็นว่าท้องพองเป็นขึ้นข้างบน ท้องยุบลงข้างล่าง ให้กำหนดเช่นนี้ ตลอดไปจนกว่าจะถึงเวลาที่กำหนด
เมื่อมีเวทนา
จะต้องมีบังเกิดขึ้นกับผู้ปฏิบัติอย่างแน่นอน ซึ่งจะต้องมีความอดทน เพื่อเป็นการสร้างขันติบารมีด้วย ถ้าผู้ปฏิบัติขาดความอดทนเสียแล้ว ในการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานนั้นก็ล้มเหลว ในขณะที่นั่ง หรือเดินจงกรมอยู่นั้น ถ้ามีเวทนา ความเจ็บ ความปวด ความเมื่อย คัน เกิดขึ้น ให้หยุดเดินก่อน หรือกำหนดยุบพอง ให้เอาสติไปตั้งไว้ที่เวทนาที่เกิด และกำหนดไปตามความเป็นจริงว่า
ปวดหนอๆ ๆ ๆ
เจ็บหนอๆ ๆ ๆ
เมื่อยหนอๆ ๆ ๆ
คันหนอๆ ๆ ๆ เป็นต้น
ให้กำหนดไปเรื่อยๆ จนกว่าเวทนาจะหายไป และเมื่อเวทนานั้นหายไปแล้ว ก็ให้กำหนดนั่ง หรือ เดินต่อไป
"จิต" เวลาที่นั่ง หรือเดินอยู่นั้น ถ้าหากจิตคิดถึงบ้าน คิดถึงทรัพย์สิน หรือคิดฟุ้งซ่าน ต่างๆ นานา ก็ให้เอาสตินั้นปักลงที่ลิ้นปี่ พร้อมกับกำหนดว่า คิดหนอๆ ๆ ๆ ไปเรื่อยๆ กระทั่งจิตจะหยุดคิด แม้แต่จะดีใจ เสียใจ หรือืโกรธ ก็ให้กำหนดเช่นเดียวกันว่า ดีใจหนอๆ ๆ ๆ เสียใจหนอๆ ๆ ๆ เป็นต้น
การให้ธรรมะ ชนะการให้ทั้งปวง
พุทธศาสนสุภาษิตบทหนึ่ง ซึ่งเป็นที่คุ้นหูคุ้นใจคนจำนวนมาก คือบทที่ว่า... "สพฺิทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ" ซึ่งแปลความได้ว่า "การให้ธรรม ย่อมชนะการให้ทั้งปวง"
เพราะพุทธศาสนิกชนจำนวนไม่น้อยนั้น มีศรัทธาเชื่อในคุณแห่งการธรรมเป็่นทาน จึงแม้จะสามารถก็จะพากันพิมพ์หนังสือธรรมะแจกเป็นธรรมทาน ซึ่งเชื่อว่าเหนือการให้ทั้งปวง ซึ่งจักเป็นบุญ เป็นกุศล ยิ่งกว่าบุญกุศลที่เกิดจากการให้ทานอื่นทั้งปวง
นี้เป็นการถูก เป็นการดี เพราะเป็นการเผยแพร่ธรรมของพระพุทธเจ้าเป็นความดียิ่ง ยิ่งผู้ได้รับนำไปปฏิบัติก็จะยิ่งเป็นการดีที่สุด เพราะเป็นการปฏิบัติธรรม ทรงธรรม ตั้งอยู่ในธรรมเป็นการนำให้ถึงความสวัสดีโดยแท้จริง และไม่เพียงแต่เป็นความสวัสดีต่อตนเองเท่านั้น ยังสามารถแผ่ความสวัสดีให้กว้างไกลไปถึงผู้ที่เกี่ยวข้องได้อย่างมากมาย
กล่าวได้ว่าผู้มีธรรมเพียงคนเดียว ย่อมยังความเย็น ความสุข ให้เกิดได้เป็นอันมาก ตรงข้ามกับผู้ไม่มีธรรม...แม้เพียงคนเดียวก็ย่อมยังความร้อนความทุกข์ความร้อนให้เกิดขึ้นได้เป็นอันมาก
"ถ้าท่านมีทุกข์ ขอให้พ้นทุกข์ ถ้าท่านมีสุข ขอให้สุขยิ่งๆ ขึ้นไป"