วันพฤหัสบดีที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2559

สวด, สร้าง, สุข

          "ท่านทั้งหลาย ไม่มีอะไรดีไปกว่าการสวดมนต์ ไหว้พระ บำเพ็ญเพียรภาวนา อย่าให้เวลาเสียไปโดยเปล่าประโยชน์
          สวดมนต์เป็นยาทา วิปัสสนาเป็นยากิน ทั้งกินทั้งทา ท่านจะมีความสุขสบาย มีความสุขถึงลูกหลาน ทำอะไรก็สำเร็จเสร็จทันเวลา"


          (โอวาทธรรม...หลวงพ่อจรัญ ฐิตมฺโม)

ความสุขเกิดขึ้นได้อย่างไร?

          "การสวดมนต์" จะทำให้คนสวดมีความสุข เป็นความสุขทั้งกาย และใจ เมื่อลงมือปฏิบัติแล้วสุขแน่นอน เพราะการสวดมนต์ คือ การสร้างสมาธิ นำไปสู่การมีสติแล้วยกระดับไปสู่ปัญญา พิจารณารู้เท่าทันตัวกิเลส โลภ โกรธ หลง แล้วก็จะไม่ถูกครอบงำ ปลอดความทุกข์ที่เกิดขึ้น เกิดการให้อภัยเป็น เกิดความเมตตากรุณา ทำให้เป็นคนคิดบวก

          การสวดมนต์จึงสามารถทำได้ ทุกเพศ ทุกวัย และทุกวันยิ่งดี ส่วนวิธีการที่จะสวดมนต์ให้ได้เกิดผลดีนั้น ถ้าได้ศึกษาให้เขาใจเรื่องราวความเป็นมา ความหมายของบทสวด ก็จะยิ่งสร้างศรัทธาความเชื่อมั่น ส่วนเวลาที่เหมาะสมนั้น ควรใช้เวลาไม่น้อยกว่าครึ่งชั่วโมง และถ้าหากว่ามีการนั่งสมาธิหลังจากสวดมนต์จบแล้วได้ ก็จะยิ่งเพิ่มความสงบแห่งจิตใจ

          สรุปแล้วการสวดมนต์นั้นทำให้คนสวดสุขทั้งกาย สุขทั้งใจอย่างแน่นอน พระท่านเรียกว่าเป็น "อานิสงส์" ก็คือ ประโยชน์ที่เกิดขึ้นนั้นเอง

วิธีปฏิบัติสมาธิเบื้องต้น

          ให้นั่งขัดสมาธิ คือ ขาขวาทับขาซ้าย มือขวาทับมือซ้าย หงายฝ่ามือทั้งสองขึ้น นั่งตัวตรง หลับตา เอาสติมาจับอยู่ที่สะดือ ที่ท้องพองยุบ เวลาที่หายใจเข้าท้องพอง ให้กำหนดว่า "พองหนอ" ใจนึกกับท้องที่พอง ต้องให้ทันกัน อย่าให้ก่อน หรือ หลังกัน เมื่อหายใจออกท้องยุบ ให้กำหนดว่า "ยุบหนอ" ใจนึกกับท้องที่ยุบลง ต้องทันกัน อย่าให้ก่อน หรือหลังกัน

          ข้อสำคัญนั้น พยายามให้สติจับอยู่ที่พอง ยุบ เท่านั้น อย่าดูลมที่จมูก หรือตะเบ็งท้อง ให้ความมีรู้สึกที่เป็นจริงว่า ท้องพองไปข้างหน้า ท้องยุบมาข้างหลัง อย่าให้เห็นเป็นว่าท้องพองเป็นขึ้นข้างบน ท้องยุบลงข้างล่าง ให้กำหนดเช่นนี้ ตลอดไปจนกว่าจะถึงเวลาที่กำหนด

เมื่อมีเวทนา

          จะต้องมีบังเกิดขึ้นกับผู้ปฏิบัติอย่างแน่นอน ซึ่งจะต้องมีความอดทน เพื่อเป็นการสร้างขันติบารมีด้วย ถ้าผู้ปฏิบัติขาดความอดทนเสียแล้ว ในการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานนั้นก็ล้มเหลว ในขณะที่นั่ง หรือเดินจงกรมอยู่นั้น ถ้ามีเวทนา ความเจ็บ ความปวด ความเมื่อย คัน เกิดขึ้น ให้หยุดเดินก่อน หรือกำหนดยุบพอง ให้เอาสติไปตั้งไว้ที่เวทนาที่เกิด และกำหนดไปตามความเป็นจริงว่า
       
          ปวดหนอๆ ๆ ๆ

          เจ็บหนอๆ ๆ ๆ

          เมื่อยหนอๆ ๆ ๆ

          คันหนอๆ ๆ ๆ เป็นต้น

          ให้กำหนดไปเรื่อยๆ จนกว่าเวทนาจะหายไป และเมื่อเวทนานั้นหายไปแล้ว ก็ให้กำหนดนั่ง หรือ เดินต่อไป

          "จิต" เวลาที่นั่ง หรือเดินอยู่นั้น ถ้าหากจิตคิดถึงบ้าน คิดถึงทรัพย์สิน หรือคิดฟุ้งซ่าน ต่างๆ นานา ก็ให้เอาสตินั้นปักลงที่ลิ้นปี่ พร้อมกับกำหนดว่า คิดหนอๆ ๆ ๆ ไปเรื่อยๆ กระทั่งจิตจะหยุดคิด แม้แต่จะดีใจ เสียใจ หรือืโกรธ ก็ให้กำหนดเช่นเดียวกันว่า ดีใจหนอๆ ๆ ๆ เสียใจหนอๆ ๆ ๆ เป็นต้น

การให้ธรรมะ ชนะการให้ทั้งปวง

          พุทธศาสนสุภาษิตบทหนึ่ง ซึ่งเป็นที่คุ้นหูคุ้นใจคนจำนวนมาก คือบทที่ว่า... "สพฺิทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ" ซึ่งแปลความได้ว่า "การให้ธรรม ย่อมชนะการให้ทั้งปวง"

         เพราะพุทธศาสนิกชนจำนวนไม่น้อยนั้น มีศรัทธาเชื่อในคุณแห่งการธรรมเป็่นทาน จึงแม้จะสามารถก็จะพากันพิมพ์หนังสือธรรมะแจกเป็นธรรมทาน ซึ่งเชื่อว่าเหนือการให้ทั้งปวง ซึ่งจักเป็นบุญ เป็นกุศล ยิ่งกว่าบุญกุศลที่เกิดจากการให้ทานอื่นทั้งปวง

          นี้เป็นการถูก เป็นการดี เพราะเป็นการเผยแพร่ธรรมของพระพุทธเจ้าเป็นความดียิ่ง ยิ่งผู้ได้รับนำไปปฏิบัติก็จะยิ่งเป็นการดีที่สุด เพราะเป็นการปฏิบัติธรรม ทรงธรรม ตั้งอยู่ในธรรมเป็นการนำให้ถึงความสวัสดีโดยแท้จริง และไม่เพียงแต่เป็นความสวัสดีต่อตนเองเท่านั้น ยังสามารถแผ่ความสวัสดีให้กว้างไกลไปถึงผู้ที่เกี่ยวข้องได้อย่างมากมาย

          กล่าวได้ว่าผู้มีธรรมเพียงคนเดียว ย่อมยังความเย็น ความสุข ให้เกิดได้เป็นอันมาก ตรงข้ามกับผู้ไม่มีธรรม...แม้เพียงคนเดียวก็ย่อมยังความร้อนความทุกข์ความร้อนให้เกิดขึ้นได้เป็นอันมาก

"ถ้าท่านมีทุกข์ ขอให้พ้นทุกข์ ถ้าท่านมีสุข ขอให้สุขยิ่งๆ ขึ้นไป"  


วันจันทร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2559

โรงเรียนนักเขียน



โรงเรียนนักเขียน

โดย เพลินตา

สำนักพิมพ์ บ้านหนังสือ


หลายคนฝันอยากเป็นนักเขียน และพยายามอย่างมากมายเพื่อที่จะก้าวเข้าสู่เส้นทางที่พวกเขาฝัน แต่สำหรับหลายคน การเป็นนักอ่าน ดูเหมือนจะเป็นเส้นทางที่ดีกว่าในสิ่งที่พวกเขาเลือก


แล้วคุณล่ะ ฝันอยากจะเป็นแบบไหน?


สำหรับหนังสือเรื่อง “โรงเรียนนักเขียน” เล่มนี้ อาจให้คำตอบคุณได้ หากคุณฝันอยากจะเป็นนักเขียนที่ดี แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า หลังจากที่คุณอ่านหนังสือเล่มนี้จบแล้ว คุณจะสามารถเป็นนักเขียนได้เลย การเป็นนักเขียนที่ดีได้นั้น (ตามที่หนังสือบอกมานะ) คุณอาจยังต้องอาศัยอีกหลายองค์ประกอบด้วยกันในการสร้างสรรค์ผลงานของคุณออกมา


ผมได้หนังสือเล่มนี้มา ด้วยเหตุผลที่ว่า ผมเองก็อยากเป็นนักเขียนคนหนึ่งเช่นกัน (หลังจากที่เป็นนักอ่านมานาน) ผมคาดหวังว่าหนังสือเล่มนี้จะบอกอะไรก็ตามอย่างที่ผมต้องการ เช่น ควรวางโครงเรื่องอย่างไร ควรเขียนอย่างไร เป็นต้น ซึ่งถ้าคุณคิดจะหยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา เพราะเหตุผลเดียวกับผม คุณอาจได้คำตอบ แต่...ไม่ทั้งหมด


จริงอยู่ครับที่หนังสือเล่มนี้มีหัวข้อเย้ายวนใจเสียเหลือเกิน (ในหน้าสารบัญ) ซึ่งอาจตรงตามที่คุณต้องการใคร่รู้ ไม่ว่าจะเป็นในบทของโครงเรื่อง ลักษณะของตัวละครที่คุณจะเขียนถึง ฉาก มุมมอง เป็นต้น (ยังมีอีกเยอะ แต่ผมไม่เขียนแล้วกัน เดี๋ยวจะกลายเป็นผมย่อหนังสือให้คุณอ่านกัน) ซึ่งผมพอจะสรุปคร่าวๆ กระตุ้นให้คุณๆ อยากอ่านกันได้ ประมาณนี้ (นะ)


อย่างในส่วนของบท "โครงเรื่อง" ที่จะบอกคุณว่า เวลาที่คุณจะเขียนนั้น คุณควรเลือกเรื่องราว (ที่จะเขียน) อย่างไร เนื้อหาของเรื่องควรจะเป็นอย่างไร ความสัมพันธ์ของโครงเรื่องนั้นควรมีความสมจริงมากน้อยแค่ไหน กฎ (ที่ไม่ตายตัว) ในการสร้างโครงเรื่อง หรือแม้กระทั่งการเขียนอย่างไรให้ดูมีความน่าติดตาม น่าสนใจจากผู้อ่าน


ลักษณะของตัวละคร ที่จะมีทั้งแบบ กลม และ แบน วิธีการในการพรรณนาเล่าถึงตัวละคร ให้มีความสมจริง ฉาก คุณควรเลือกอย่างไรให้สมจริง และสอดคล้องกับการกระทำของตัวละคร รวมไปถึงมุมมองในการเล่าเรื่อง ตัวละครที่แตกต่างกัน ย่อมมีมุมมองที่แตกต่างกันด้วย (จริงมั้ย?) เหล่านี้จะช่วยให้เรื่องที่คุณเขียน ดูมีมิติมากยิ่งขึ้น สร้างอารมณ์ความรู้สึกให้กับผู้อ่านได้ไม่มากก็น้อย


ซึ่งนี่เป็นเพียงตัวอย่างคร่าวๆ นะครับที่ผมจะเล่าให้ฟังกัน แต่ถ้าคุณหวังให้หนังสือเล่มนี้บอกคุณอย่างหมดเปลือกถึงวิธีการดำเนินรอยเพื่อเป็นนักเขียน ผมขอบอกเลยว่า คุณคิดผิดครับ!!!


เพราะที่ผมอ่านหนังสือเล่มนี้มา (ในมุมมองของนักอ่านคนหนึ่ง) หนังสื่อเล่มนี้ค่อนข้างทำความเข้าใจยากพอสมควรครับ อาจเพราะหนังสือเล่มนี้เป็นหนังสื่อที่ผ่านการรวบรวมมาจากบทความต่างๆ ทั้งใน และต่างประเทศ ซึ่งแน่นอนครับ การนำบทความมาจากต่างประเทศต้องผ่านการแปลมา เป็นความจริงอยู่ประการหนึ่งครับ ภาษาที่ใช้ผมขอบอกเลยว่า สละสลวยเป็นอย่างยิ่ง สวยจนบางครั้งก็ทำความเข้าใจยากในตัวมันเองสักเล็กน้อย


อีกทั้งยังมีการยกตัวอย่าง วกไป วนมา ยิ่งทำให้งงไปกันใหญ่ (ในบางบทความนะ) และตัวอย่างที่ยกขึ้นมานั้นถ้าคุณอ่านหนังสือมาไม่หลากหลายพอ (ซึ่งผมก็เป็นหนึ่งในนั้น) คุณอาจเข้าใจยากแน่นอนครับ เพราะตัวอย่างที่หนังสือเล่มนี้หยิบยกขึ้นมา จะเป็นการกล่าวถึงเพียง ชื่อผู้แต่ง หรือ ชื่อเรื่องเพียงเท่านั้นครับ ถ้าหากคุณไม่เคยอ่านเล่มที่ยกตัวอย่างขึ้นมา แน่นอนคงเป็นการยากที่คุณจะเข้าใจว่าเนื้อเรื่องในหนังสือเล่มนั้นดีอย่างไร ทำไมผู้เขียน (บทความบทนั้น) ถึงหยิบยกขึ้นมาเป็นตัวอย่าง


และอีกประการหนึ่งคือ หนังสือเล่มนี้ให้น้ำหนักในการกล่าวถึง ยกตัวอย่าง และให้ข้อมูลในเชิงของการเขียน นิยาย หรือ นวนิยายค่อนข้างมากครับ และ มีผสมการเขียนเรื่องสั้นเล็กๆ น้อยๆ ในช่วงท้ายๆ เล่ม ไม่ค่อยจะมีการกล่าวถึงการเป็นนักเขียนในแนวอื่นๆ (สารคดี บทความ บทละคร ฯลฯ) เสียเท่าไหร่ เว้นเสียแต่คุณจะประยุกต์ใช้เอง (ในงานเขียนของคุณ) เพราะโดยหลักๆ แล้วงานเขียนมักมีพื้นฐานของโครงเรื่องมาจากสิ่งเดียวกันนั่นคือ วัตถุดิบครับ ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์ ความรู้ การใช้ภาษา ฯลฯ


ทั้งหมดทั้งมวลที่ผมได้รีวิวให้คุณได้อ่านมานี้ เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัวของผมเอง (ในฐานะนักอ่านคนหนึ่ง) ไม่ได้ต้องการจะ Discredit หนังสือเล่มนี้แต่อย่างใด และอย่าเพิ่งเชื่อผมได้เสียทั้งหมด จนกว่าคุณ (ที่ฝันอยากจะเป็นนักเขียน) จะได้ทดลองอ่านเองครับ เพราะผมเชื่อว่าหากหนังสือเล่มนี้ ไม่มีดีพอ คงไม่ตีพิมพ์ถึง 9 ครั้ง และผมไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียใดๆ กับหนังสือเล่มนี้ทั้งสิ้นครับ (ออกตังค์ซื้อเอง)


มายาหงส์ดำ






วันอาทิตย์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2559

Deja vu เดฌาวู...จิตสังหาร

เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2559 ผมได้มีโอกาส รับหนังสื่อเล่มนี้มาครับ "Deja vu เดฌาวู...จิตสังหาร" ของ Complicated ครับ จากร้านหนังสือเก่าร้านหนึ่ง บอกก่อนเลยนะครับว่าผมเองไม่ใช่คนชอบอ่านหนังสือประเภท เล่มเล็ก ๆ เท่าใดนัก แต่สำหรับหนังสือเล่มนี้ สะดุดตาผมเอามากๆ เนื่องจากตัวเล่ม เรียบง่ายครับ เป็นปกสี ดำ-แดง เหมือนปกหนังสือผู้ใหญ่ธรรมดา ไม่ได้วัยรุ่นจ๋า จนเกินไป

เอาละครับ เราเกริ่นกันเรื่องรูปเล่มภายนอกกันมาพอแล้ว...

สำหรับหนังสือเล่มนี้นะครับ บอกได้เลยว่า เนื้อเรื่องค่อนข้างกระชับครับ ไม่ยือยื้อมากจนเกินไป (เป็นดั่งที่ Complicated ได้คุยไว้) ลุ้นระทึกแทบทุกตอน ทุกบท ทุกหน้าครับ ชวนให้ติดตามต่อ ด้วยเนื้อเรื่องสั้น และ ความยาวมีไม่มาก (แค่ 245 หน้า) ทำให้ผมวางไม่ลงเลยทีเดียว

"นวนิยาย ระทึกขวัญ ตั้งแต่ต้นจนจบ..." คือคำโปรยที่ Complicated บอกไว้ เนื้อเรื่องเป็นแนว สืบสวนสอบสวนครับ แม้จะไม่ได้เกี่ยวข้องกับตำรวจ และตัวเอกของเรื่องก็ เป็นเพียง กลุ่มนักเรียนธรรมดา ชั้นมัธยม 3 อายุ 15 ประกอบด้วย คามิยะ โนริโกะ ฮิเดโอะ  และ อากิระ ครับ เรื่องราวทั้งหมด เกิดขึ้นบน เกาะแห่งหนึ่ง ซึ่งมีประวัติศาสตร์ เริ่มต้นจาก

"ปี 1980 เกาะแห่งนี้ถูกค้นพบเป็นครั้งแรก มีคนกลุ่มหนึ่งค้นพบเกาะที่ไม่ปรากฎบนแผนที่โลก และได้มีการย้ายถิ่นฐานประชาชนไปอาศัยอยู่บนเกาะจำนวนมาก 

ปี 1981 เมืองเป็นรูปร่าง เรื่องแปลกๆ เริ่มเกิดขึ้น ประชาชนกลุ่มหนึ่งลือกันว่า นอกจากพวกเขาที่อยู่เกาะนี้แล้วมีบางอย่างที่ผิดปกติรวมอยู่ด้วย

ปี 1982 ข่าวลือเรื่องนี้แพร่สะพัดไปทั่ว มีรายงานการพบเห็นมนุษย์ประหลาดตามอาคารบ้านเรือน ลักษณะเป็นเงาดำ ไม่ปรากฎร่างให้เห็นทั้งตัว แต่จะปรากฎเลือนลาง เห็นเพียงส่วนใด ส่วนหนึ่ง ผลผลิตของเมืองปีนี้ย่ำแย่

ปี 1983 จำเป็นต้องลักลอบนำผลผลิตข้ามาบนเกาะ ผู้นำของเกาะโดดอาคารตาย... เกิดการสังหารหมู่ในเมือง ดอกกุหลาบในเมืองเป็นสีดำ 

ปี 1984 การประมงย่ำแย่ พายุซัดเข้าฝั่งตลอดปี ผู้นำเกาะกลุ่มใหม่แย่งชิงอำนาจกันเอง มีผู้พบเงาร่างสีดำยืนอยู่กลางเมืองตอนดึก 

ปี 1985 ผู้คนในเมืองตายอย่างแปลกประหลาด ไร้ผู้นำหมู่บ้าน ชายลึกลับในชุดสูทสีดำ และหมวกทรงสูงสีเดียวกันปรากฎตัวขึ้น

ปี 1986 ชายใส่หมวกทรงสูงสีดำปรากฎตัวขึ้นอีกครั้งในตอนกลางคืน เขาได้ฆ่าคนในหมู่บ้านอย่างเหี้ยมโหด มีตำนานเล่าว่าหากออกจากบ้านหลัง 4 ทุ่ม ทันทีที่เปิดประตูบ้านออกไป ก็จะพบชายในหมวกทรงสูงสีดำซ่อนอยู่ในเงามืดหน้าประตูบ้านเงื้อขวานขึ้นมา ยังมีการเล่าลือกันอีกว่า บางครั้งชายใส่หมวกทรงสูงสีดำก็เดินมาเคาะประตูบ้าน แล้วลงมือฆ่าคนในบ้านทิ้ง

ปี 1987 เกาะแห่งนี้กลายเป็นเกาะร้าง คนที่หนีไม่พ้นถูกฆ่าตาย"

บนความข้างต้นนั้น คัดลอกมาจากหนังสือ ซึ่งนั่นเป็นเพียงประวัติของเกาะที่ทุกคนรับรู้ และถูกส่งผ่านกันจากรุ่นสู่รุ่น แต่ทว่าความจริงกลับซ่อนอยู่อย่างมากมายภายในเกาะ เมื่อเหล่าตัวเอกของเรื่องค้นพบว่าสิ่งที่ถูกปลูกฝังมานั้น "เป็นเรื่องโกหกทั้งหมด" พวกเขาจำเป็นที่จะต้องไขปริษณาของเกาะให้ออก ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป และเพื่อความอยู่รอดของพวกเขาเอง เมื่อพวกเขาพบว่ามีบางสิ่งกำลังตามล่าพวกเขาอยู่

ลองติดตามหาอ่านกันได้ครับ แล้วอาจวางไม่ลงกันเลยทีเดียว

โดยรวมแล้ว เนื้อเรื่องกระชับ ชวนติดตามดีครับ อีกทั้งผู้เขียนผูกโยงเรื่องได้น่าสนใจ มีการหักมุมตอนท้ายเรื่อง และให้แง่คิดในด้านของความรัก และการเสียสละ แต่กระนั้น ผู้เขียนค่อนข้างใช้ภาษาพูดบ่อยในการเขียน ซึ่งอาจเป็นข้อดี สำหรับนักอ่านที่เบื่อง่ายครับ เพราะภาษาการเล่าเรื่องค่อนข้างเป็นกันเอง คล้ายๆ กับการเล่าเรื่องปากเปล่า แต่ต้นเรื่องมีการทิ้งตัวละครบ้าง (กล่าวถึงว่าเป็นเพื่อนสนิทพระเอก แต่กลับทิ้งตัวละครไปดื้อๆ) แต่ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรค์ในการติดตามเนื้อเรื่องแต่อย่างใดครับ

และหากจะวิเคราะห์เนื้อเรื่องกันจริงๆ อาจพบว่ามีหลายจุด หลายช่วงที่ค่อนข้างไม่สมเหตุสมผลกันครับ อย่างเช่น บางฉากที่เป็นการต่อสู้กันของพระเอก กับ ชายใส่หมวกทรงสูง ซึ่งเพื่อนพระเอกคนหนึ่งได้ช่วยพระเอกไว้ได้ทัน แต่กลับมาเฉลยตอนท้าย ว่าเพื่อนพระเอกกับกลับเป็นชายใส่หมวกทรงสูงเสียเอง ซึ่งสร้างความสับสน และค้างคาให้ผู้อ่านไม่น้อย แต่ผมอยากให้มองในมุมมองของความบันเทิงครับ แล้วคุณจะอ่านหนังสือเล่มนี้อย่างได้อรรถรสทีเดียว...อย่าซีเรียส

ท้ายนี้ หากมีข้อผิดพลาดประการใดผมขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ และผมไม่มีส่วนได้ส่วนเสีย ใดๆ กับหนังสือเล่มนี้ เป็นเพียงผู้อ่าน ที่อยากแบ่งปันประสบการ์ณครับ

มายาหงส์ดำ